ในราวปี 1960s เกิดความข้องใจและไม่พอใจกระแสของความทันสมัยโดยเฉพาะในทางแถบอเมริกาเหนือ ที่สะท้อนออกมาเป็นหนังสือสองเล่ม คือ The Death and Life of Great American Cities (1961) เขียนโดย Jane Jacobs และ Complexity and Contradiction in Architecture (1966) (งานเขียนและวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ Robert Venturi) นาง Jacobs ชี้ให้เห็นผลงานการออกแบบที่ล้มเหลวในการเชื่อมโยงกับชุมชนในรูปลักษณ์ของความเพ้อฝันของอาคารยุคทันสมัย ที่ซึ่ง Venturi วิจารณ์ว่าไร้ซึ่งความหมาย เพราะถูกออกแบบด้วยการเน้นถึงความเรียบง่าย และบริสุทธ์จนขาดความซับซ้อนที่ตรงกันข้ามกับคุณค่าเดิมที่มีของสถาปัตยกรรมในประวัติศาสตร์ ความไม่พอใจนี้ถูกเน้นย้ำในปี 1972 ถึงการทำลายทิ้งของอาคารสูงสำหรับอยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย (คนอเมริกันนิโกร) Pruitt-Igoe ในเมือง St. Louis อาคารที่พักอาศัยนี้สูง ๑๔ ชั้นที่สร้างได้ราว ๒๐ ปี โดยสถาปนิก Yamasaki (สถาปนิกคนเดียวกันที่ออกแบบอาคารคู่เวิร์ลเทรดที่โดนทำลายไปแล้ว) และเป็นแบบที่ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกอเมริกันเสียด้วย เช่นเดียวกันกับการทุบทิ้งอาคารลักษณะเดียวกันในยุโรปและอเมริกาเหนือในสิบปีต่อมา กรณีเหล่านี้ถือเป็นสาเหตุของการเริ่มต้นของยุคหลังทันสมัย..หรือโพสท์โมเดิร์น
หนังสือของ Venturi เรื่อง Learning from Las Vegas (ร่วมกับ Denise Scott Brown (ภรรยา)..และ Steven Izenour) พิมพ์ในปี 1972.เกิดขึ้นมาจากการศึกษาค้นหาสถาปัตยกรรมของความเป็นมนุษย์ขึ้นมาใหม่ ที่ถูกละเลยไปด้วยความบริสุทธ์อันเคร่งครัดของยุคทันสมัย ผู้เขียนพยาพยามเสนอแนะถึง ความสนุกสนานของสถาปัตยกรรมธุระกิจการค้า และป้ายโฆษณาทั้งหลายของเมือง Las Vegas และตามทางด่วนของเมืองด้วย Venturi และหุ้นส่วน John Rauch เสนอการออกแบบสถาปัตยกรรมในลักษณะใหม่ที่มีความคิดหลักแหลม มีความเป็นมนุษย์ และมีประวัติศาสตร์เป็นการอ้างอิง เช่น Tucker House, Katonah, N.Y. (1975), และ Brant-Johnson House, Vail, Colo. (1976). มีการสืบทอดความคิดของ Lutyens ผู้ซึ่งเน้นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกันในความรู้สึก และความซับซ้อน (ตามชื่อหนังสือของเขา) อันเป็นผลการออกแบบและการเรียกร้องลึกๆในงานของ Venturi และสถาปนิกอื่นที่เห็นพ้องกัน เช่น Charles Moore และ Michael Graves. โดยเฉพาะในงานของ Graves การออกแบบ Portland Public Service Building, Portland, Ore. (1980-82), และ Humana Tower, Louisville, Ky. (1986), มีลักษณะกล่องเช่นอาคารสูงในยุคทันสมัย หากแต่แต่งเติมด้วยการตกแต่งด้วยของที่ระลึกบางสิ่งเอามาจากประวัติศาสตร์ เช่น แนวเสาเรียงรายอิสระ ขอบระเบียงหลังคา ช่องโค้งกับสลักยึดบน และสิ่งอื่นที่แอบเอาของอดีตมาใช้ เช่นเดียวกับงาน Piazza d'Italia, New Orleans (1975-80), และอาคาร Alumni Center, University of California ที่เมือง Irvine (1983-85), ของ Moore ที่เชื่อมั่นในเรื่องสีสรรของอาคารที่ตั้งใจตอบสนองคุณค่าตามรสนิยมของมวลชน ทีไม่เคยได้รับการตอบสนองจากงานสถาปัตยกรรมในยุคทันสมัยเลย
Michael Graves, Portland Public Service Building, Portland, Ore. (1980-82), | |
อารมณ์เช่นนี้โดนปลุกเร้าขึ้นในเมือง Venice ปี 1980 เมื่อกลุ่มสถาปนิกชาวอเมริกันและยุโรปรวมตัวกัน ประกอบด้วย Venturi, Moore, Paolo Portoghesi, Aldo Rossi, Hans Hollein, Ricardo Bofill, and Lon Krier, นำเสนองานออกแบบต่างๆของพวกเขาขึ้นในงานแสดงนิทรรศการ ชื่อ "The Presence of the Past." ซึ่งจัดโดยองค์กร the Venice Biennale กลุ่มสถาปนิกนี้ถือเป็นสถาปนิกยุคหลังทันสมัยที่สำคัญ เป็นตัวแทนของมุมมองที่แตกต่าง หากแต่ร่วมกันในความทะเยอทะยานที่จะขจัดความหวาดกลัวในความทรงจำของอดีตสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยให้หมดสิ้น ในราวปี 1970s ถึง '80s สถาปนิกอเมริกันหลายคน เช่น Philip Johnson และหุ้นส่วน John Burgee และสถาปนิกสติเฟื่อง Robert Stern ได้นำรูปแบบสะเล่อๆ…pop-art ตามเช่นภาษาศิลป์ที่นิยมกันในสมัยนั้น มาใช้กระจายรวมกันกับของ “ชำร่วย” ทางประวัติศาสตร์ในงานสถาปัตยกรรม เช่น AT&T Building, New York City (1978-84), ตึกระฟ้าที่ประดับยอดเหมือนพนักเก้าอี้ Chippendale อาคารเรียนคณะสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัย Houston (1982-85) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Ledoux (1736-1806) ในโครงการณ์ออกแบบ House of Education at Chaux (1773-79) งานออกแบบของ Stern คือ Observatory Hill Dining Hall, University of Virginia, Charlottesville (1982-84), ที่สะท้อนแนวคิดคลาสสิกของ Jeffersonian (สถาปนิกยุค Colonialism อดีตประธานาธิปดีสหรัฐอเมริกา) ขณะที่อาคารอีกหลังของเขา Prospect Point Office Building, La Jolla, Calif. (1983-85), อ้างอิงกับรูปแบบอย่าง Spanish Colonial. สถาปนิกยุคหลังทันสมัยหลายคนได้รับการฝึกฝนและเคยฝึกฝนอย่างเดียวกันกับยุคทันสมัย หลายอย่างในเรื่ององค์ประกอบในการออกแบบของยุคทันสมัยเดิม ก็ถูกนำมาผสมผสานใช้กับงานของยุคหลังทันสมัย เช่นในงานของสถาปนิก Graves, Venturi, และ Richard Meier. นอกจากการใช้องค์ประกอบในรูปแบบของความสนุก ออกแบบอาคารแบบไร้รสนิยม..kitsch ในทางตรงกันข้าม พวกสถาปนิกอื่นอย่างเช่น Allan Greenberg และ John Blatteau, เลือกใช้รูปแบบอย่างคลาสสิกที่ตรงไปตรงมา เช่นการตกแต่งห้องรับรองของกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯในเมือง Washington, D.C. (1984-85). อีกตัวอย่างที่มีความสมบูรณ์ในเรื่องประวัติศาสตร์อาจเป็นอาคาร J. Paul Getty Museum, Malibu, Calif. (1970-75), อีกความพยายามในการออกแบบลักษณะของคลาสสิกใหม่คือ งานของ Langdon and Wilson,ที่อ้างถึงเอกสารและการแนะนำทางด้านโบราณคดี ด้วยการเน้นลักษณะที่แท้จริง ตามแบบบ้านพักชาวโรมัน..Herculaneum เดิม คู่แฝดที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ในประเทศอังกฤษ คือรูปแบบของแบบสมัยนิยม.. populist ในงานของ Graves—คู่ขนานกับงานของ Terry Farrell (TV-am Studios, Camden Town, London, 1983), และงานของ James Stirling (Clore Gallery at the Tate Gallery, London, 1980-87), มีความเป็นคลาสสิกอย่างเถรตรง เจริญรอยตาม Quinlan Terry (Riverside Development, Richmond, Surrey, 1986-88), Julian Bicknell (Henbury Rotunda, Cheshire, 1984-86), and John Simpson (Ashfold House, Sussex, 1985-87). จิตวิญญาณการรื้อฟื้นออกแบบชุมชนในรูปแบบของคลาสสิก เสนอแนะในประเทศฝรั่งเศษด้วย อาคารรัฐสภา-- Senate Building, rue de Vaugirard, Paris (1975), ของ Christian Langlois และ อาคารประชุมภูมิภาค--Regional Council Building in Orleans (1979-81). การเน้นบริบทของสภาพแวดล้อมของชุมชนแผ่ขยายไปทั่วฝรั่งเศษ เช่นในงานออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆของสถาปนิก Ricardo Bofill เช่น Les Espaces d'Abraxas, Marne-la-Vallee, ใกล้เมือง Paris (1978-83) ลักษณะเด่นของเสาขาด ด้วยคอนกรีตสำเร็จรูป เรียงรายสะท้อนลักษณะของภาษาออกแบบอย่างคลาสสิกที่จำกัด แต่มีความหมายเกินเลยออกไป แนวคิดที่สามของยุคหลังทันสมัย สะท้อนโดยความเป็นเหตุ-ผลแบบใหม่ (โดยทั่วไปหมายถึงการใช้เหตุผล..Rationality ระคนกันได้กับความไร้เหตุผล…Psyco-logic ในบางขณะ และต่อมาก็พัฒนาเป็นเรื่องเหตุปัจจัย คือเอานัยของเงื่อนไขมาประกอบการใช้เหตุผลด้วย) โดยรวมเข้ากันขององค์ประกอบที่สะท้อนคลาสสิกที่ตัดแยกออกเป็นชิ้นๆของศตวรรษที่ ๑๙ และศตวรรษที่ ๒๐ ตอนต้น แนวคิดในกระแสนี้เป็นส่วนของการสะท้อนออกในความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของชุมชน โดยการรวมแรงกดดันทางธุระกิจการค้า และมโนทัศน์ของยุคทันสมัย แนวคิดเชิงเหตุ-ผลใหม่-- Neorationalism นี้เริ่มขึ้นในอิตาลี่ ที่ซึ่งสถาปนิก Aldo Rossi ได้เขียนหนังสือที่ทรงอิทธิพลชื่อ L'architettura della citt’ (1966; The Architecture of the City). Rossi's Modena Cemetery (1971-77) นำเสนอเรื่องหลักการเบื้องต้นที่เคร่งครัดของคลาสสิก และความสนใจเรื่องสภาพแวดล้อมโดยรวมของเขา เพราะมันเป็นการสะท้อนรูปแบบของชนบทในบ้านนอกและโรงงานต่างในเมือง Lombardy ในเวลาเดียวกัน มโนทัศน์ของความเป็นเหตุ-ผลนิยมใหม่ ได้เกิดขึ้นครั้งแรกกับคนสวิสพูดอิตาเลียน เช่นในงานออกแบบ Mario Campi (Casa Maggi, Arosio, 1980); โดยสถาปนิก Mario Botta; และ Bruno Reichlin และงานออกแบบบ้าน Casa Tonino, Torricella (1972-74) โดย Fabio Reinhardt เป็นชิ้นส่วนเก่าแก่อันหนึ่งในตำนานการออกแบบของ Palladio เรื่องคอนกรีตสีขาว ใกล้เคียงกับงานชิ้นนี้คือกลุ่มอาคารในมลฑล Basque รวมถึงงานออกแบบโรงเรียนที่เมือง Ikastola (1974-78) โดย Miguel Garay และ Jose-Ignacio Linazasoro; และ Casa Mendiola at Andoian (1977-78) โดย Garay; และงานออกแบบ Rural Centre at Cordobilla (1981) โดย Manuel Iniguez และ Alberto Ustarroz. หลายโครงการของสถาปนิกเยอรมัน Oswald Matthias Ungers--เช่นงานออกแบบ Stadtloggia ในศูนย์การค้า the Hildesheim marketplace (1980)—เสนอเรื่องทำนองเดียวกันของสภาพแวดล้อมตามหลักเหตุ-ผลนิยมใหม่ในเยอรมัน มีอิทธิพลต่อการเติมแต่งอาคารให้กับเมืองประวัติศาสตร์อื่นๆในเยอรมัน อิตาลี่ และฝรั่งเศษ สถาปนิกชาวเวนิส ชื่อ Hans Hollein ก็ถ่ายทอดความคิดเลือกสรรชนิดหยิบโน่นผสมนี่อย่างรุนแรง เช่นลักษณะพิเศษภายในของสำนักงานท่องเที่ยวออสเตรีย ในเมืองเวียนนา (1978), ซึ่งมีลักษณะย้อนยุคตามสมัยของเมืองที่เคยออกแบบโดย Otto Wagner และ Josef Hoffmann. งานออกแบบชุมชนของสถาปนิกชาวเบลเยี่ยมชื่อ Rob Krier ได้สะท้อนแนวคิดใหม่เหล่านี้ โดยสามารถเห็นได้ในงานอาคารที่อยู่อาศัยในเมือง Ritterbergstrasse, Berlin (1978-80). น้องชายของเขา, Leon Krier, ได้รับอิทธิพลทางความคิดทั้งจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เรื่องรูปลักษณ์ของความเชื่อการวางผังแม่บทเมืองที่รุนแรง ในลักษณะรูปแบบอย่างคลาสสิกอย่างง่าย และโจมตีอย่างแรงในสิ่งที่เห็นว่าระเบียบเมืองและศักดิ์ศรีมนุษย์โดนทำลายด้วยวิทยาการสมัยใหม่ ในราวปี 1920s การฟื้นฟูองค์ประกอบในการออกแบบตามแนวคิดเหตุ-ผลนิยมใหม่ถูกนำเสนอในสหรัฐอเมริกาในงานออกแบบ Richard Meier, เช่นในโครงการ Smith House, Darien, Conn. (1965-67), ได้แรงจูงใจจากงานของ Le Corbusier--Citrohan และ Domino houses, และความซับซ้อนในการออกแบบ High Museum, Atlanta (1980-83). อาคารธนาคาร the South West, Houston (1982), ออกแบบโดย Helmut Jahn (สถาปนิกคนเดียวกันที่ออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิในประเทศไทย) หวลระลึกถึงอาคารกระจกระฟ้าแบบ Art Deco ขณะที่สิ่งเหล่านี้ปรากฏมากในงานออกแบบของ Kevin Roche ซึ่งได้รับการอบรม ในแนวลดทอนให้น้อย (minimalist) จากสถาปนิกยุคทันสมัย Eero Saarinen ในราวปี 1950s หันกลับมาใช้รูปทรงเดิมของอาคารระฟ้า ในงานออกแบบ Morgan Bank headquarters, New York City (1983-87), อาคารสูง ๔๘ ชั้น มีห้องโถงทางเข้าสูงตระหง่านถึง ๗๐ ฟุต หุ้มเสาลอยด้วยหินแกรนิตทั้งหมด ในประเทศญี่ปุ่น Isozaki Arata และ Yamashita Kazumasa นำแนวคิดนี้ต่างออกไปจาก Brutalism และ Metabolism ไปสู่แนวคิดหลังทันสมัย โดยได้รับอิทธิพลจาก Charles Moore—เช่นงานออกแบบเขา Tsukuba Centre building, Tsukuba Science City, Ibaraki (1983), และงานออกแบบของ Yamashita คือ Japan Folk Arts Museum, Tokyo (1982). ในประเทศอินเดีย Charles Correa เป็นผู้นำความคิดถอยห่างจากอาคารสูงแบบกล่องที่อยู่อาศัยตามแบบอย่าง Le Corbusier. ในราวปี 1950s เขาเคยทำงานในรูปแบบของสากลนิยม (International Style) มาก่อน เช่นงานออกแบบโรงแรมด้วยคอนกรีตสีขาวในเมือง Ahmadabad, แต่อาคารที่อยู่อาศัยสูงปานกลางต่อมา และในหนังสือของเขาชื่อ The New Landscape (1985), เขาได้หันกลับไปออกแบบอาคารในลักษณะพื้นถิ่นเดิมของประเทศโลกที่สาม จิตวิญญาณแห่งวิทยาการก้าวหน้า ในลักษณะความขัดแย้งได้ถูกเสนอในโครงการออกแบบ the Centre Pompidou, Paris (1971-77), โดยสถาปนิก Renzo Piano และ Richard Rogers. ด้วยส่วนบริการและโครงสร้างถูกแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งและมีสีสรรรุนแรง อาคารแสดงนิทรรศการนี้ ถูกมองว่าเป็นสิ่งตลกที่รุนแรงและล้ำสมัยสุดในประวัติความเป็นศูนย์กลางของนครปารีส แม้ความดื้อด้านของ "ความทันสมัย" ยังคงอยู่ แต่มันรวมกับความนิยมของหลังทันสมัย ในเรื่องของความสนุกสนานไว้กับความเชื่อของยุคทันสมัย และย้อนกลับไปอย่างน้อยในงานของ Viollet-le-Duc ที่แสดงออกอย่างชัดแจ้งของโครงสร้างอันถือเป็นกระดูกของอาคาร Rogers ซ้ำรอยความคิดนี้ในงานออกแบบอาคาร Lloyd's Building, London (1984-86), และการเติมเชื้อของ Stirling ในโครงการออกแบบ the Staatsgalerie, Stuttgart, Ger. (1977-82), เป็นกุญแจสำคัญของอาคารหลังทันสมัยที่สะท้อนในความคิดของ Venturi ในความรู้สึกที่ว่า “มันเป็นการอ้างอิง (อย่างเย้ยหยัน) ถึงภาษาของ Schinkel โดยปราศจากการยอมรับหลักการเบื้องต้นของยุคคลาสสิกนิยม” | |
เกี่ยวกับ Robert Venturi สถาปนิกผู้นำของยุคหลังทันสมัย | |
| เกิดในเมือง Philadelphia, มลรัฐ Pennsylvania ในปี 1925 ที่ซึ่งเขาเติบโตจนกลายเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียง เขาเรียนที่มาวิทยาลัย Princeton ได้รับปริญญาตรีทางศิลปะและปริญญาโททางด้าน Fine Arts. เขาได้รับทุนการศึกษาของ American Academy ใน Rome และเริ่มงานอาชีพในช่วงหลังของหลังปี 1950's. เป็นหุ้นส่วนกับ John Rauch ตั้งแต่ปี 1964 และกับภรรยาคือ Denise Scott Brown เพิ่มจากการประสบความสำเร็จในอาชีพสถาปนิก เขาเขียนหนังสือหลายเล่มเป็นที่นิยม เช่น เรื่องComplexity and Contradiction in Architecture, และเรื่อง Learning from Las Vegas; ซึ่งเป็นที่โจทย์ขานกันอย่างกว้างขวาง เขาขยายความคิดสร้างสรรค์ไปถึงการออกแบบ หม้อต้มกาแฟ นาฬิกาไก่ขัน จานและชาม หรือแม้แต่เชิงเทียนด้วย | |
1961 Venturi House Chestnut Hill, PA | 1961 Guild House Philadelphia, PA |
1973 Art Museum Oberlin, OH | 1976 Franklin Court Philadelphia, PA |
เขาเคยทำงานกับ Louis Kahn และกับ Eero Saarinen ด้วยในระยะเริ่มแรกของอาชีพสถาปนิก เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากงานของ Michelangelo, Palladio, Le Corbusier และ Alvar Aalto. สำหรับ Aalto เขากล่าวว่า “งานของ Alvar Aalto มีความหมายสำหรับเขามากสำหรับสถาปนิกยุคทันสมัย มันเป็นลักษณะที่เคลื่อนไหว สัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่วิเศษในเรื่องศิลปะและเทคนิควิธีการออกแบบ." สถาปัตยกรรมของเขา เกี่ยวโยงกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกันและกัน ประวัติศาสตร์และรูปแบบของอาคารสะท้อนในความคิดสร้างสรรค์ของเขา ก็เพื่อการตอบสนองกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ แม้มันจะแตกต่างจากอาคารอื่นก็ตาม แต่ละอาคารถูกเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมของมัน เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มสถาปนิกของยุคหลังสมัย แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับความเชื่อบางอย่างของยุคหลังสมัยนี้ | |
1980 Gordon Wu Hall Princeton, NJ | 1983 Molecular-Bio Lab Princeton, NJ |
1991 Sainsbury Wing National Gallery | 1994 Emergency Services Orlando, FL |
เขาออกแบบด้วยรูปทรงที่ง่ายแต่สื่อเป็นรูปสัญลักษณ์ บ่อยครั้งเขาใช้ความตลกและเย้ยหยันในการออกแบบ เขาใช้ลักษณะผสมของสากลนิยม (international style) และศิลปะแบบสุดโต่ง (pop art) ร่วมสมัยเป็นแนวทาง งานออกแบบของเขาสามารถเห็นได้จากการจัดแจงในรูปพื้นผิว ที่เป็นการตกแต่งและเป็นเชิงอนุสาวรีย์ถาวร (Monumentality) เขาใช้รูปเครื่องหมายและรูปแบบสัญลักษณ์ ทั้งในแง่งานทางกร๊าฟฟิค เป็นคุณสมบัติที่รวมอยู่ในการออกแบบของเขา "สถาปัตยกรรมควรเกี่ยวของกับความมีนัยยะและสัญญลักษณ์ และการอ้างอิงควรมาจากหรือเกี่ยวข้องกับสังคมและสภาพแวดล้อมในเชิงประวัติศาสตร์ของอาคาร" Robert Venturi นำคำกล่าวที่คุ้นเคยของ Mies van der Rohe ที่กล่าวว่า "น้อยคือมาก..less is more" มาเปลี่ยนเป็นคำพูดของเขาที่ว่า "น้อยคือน่าเบื่อ..less is a bore" นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาสนใจการประดับประดาเพื่อผลในตัวมันเองเท่านั้น แต่หมายถึงความมีคุณค่าทั้งทางรูปทรงและความหมายของมันด้วย เขาพัฒนาหลายความคิดที่กลายเป็นแบบชุดสำเนา (นำไปใช้ซ้ำๆ) เช่น แยกหลังคาจั่วธรรมดาออกเป็นสองส่วนตรงแนวกลาง ใช้ช่องหน้าต่างกว้างเป็นรูปจัตุรัส อีกทั้งรูปครึ่งวงกลมที่ใหญ่เกินขนาดในการออกแบบของเขาด้วย หน้าต่างกลมเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในแนวความคิดของงานออกแบบที่สำคัญ เขาต้องเผชิญกับงานออกแบบทั้งในสภาพแวดล้อมและการเทียบเคียงเป็นฉากหลังที่ใหญ่โต แต่อาคารที่เขาออกแบบจะผสมผสานและสัมพันธ์สอดคล้องกันกับที่ตั้งเสมอ เขาไม่เคยเพิกเฉยหรือละเลยธรรมชาติเดิมโดยรอบของที่ตั้ง เขากล่าวว่า "ผมชอบความซับซ้อนและความขัดแย้งกันในงานสถาปัตยกรรม..บนพื้นฐานของความสูงค่าและมีนัยยะที่กำกวมของประสบการณ์จากยุคทันสมัย รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติของศิลปะ" | |
1996 MCA La Jolla San Diego, CA | 1995 Memorial Hall Harvard Universtiy |
Robert Venturi พร้อมด้วยหุ้นส่วนของเขา Rauch, Scott Brown เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีอาณาจักรทางความคิดเป็นของตนเอง ในปี 1991, Robert Venturi ได้รับรางวัล Pritzker, รางวัลสำหรับสถาปนิกที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค งานออกแบบของกลุ่มนี้ บ่อยครั้งเต็มไปด้วยลักษณะทางนามธรรมและอิงอยู่กับร่องรอยของประวัติศาสตร์ ทั้งในงานออกแบบ พิพิธภัณฑ์ บ้านอยู่อาศัย อาคารพักอาศัย อาคารธุระกิจการค้า และโครงการอื่นที่สร้างหลักประกันในอาชีพสถาปนิกที่พึงมีได้ | |
เกี่ยวกับ… Robert A.M. Stern | |
Stern ...ถือว่าเป็นสถาปนิกและนักการศึกษาชั้นแนวหน้าอีกผู้หนึ่งของยุคหลังทันสมัย ได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และไปได้ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเยลในปี 1965. ในขณะนั้นเป็นผู้กำกับโครงการของ the Architectural League ในเมือง New York ซึ่งสถาปัตยกรรมของเมืองนี้มีอิทธิพลกับเขาอย่างมาก เขายังเป็นที่ปรึกษาของรายการโชว์ทางโทรทัศน์ของ CBS ชื่อรายการ Eye on New York ซึ่งมีสถาปนิก Philip Johnson เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ในปี 1966 เขาทำงานกับ Richard Meier ในตำแห่งสถาปนิกออกแบบ จนถึงปี 1969 ได้มีหุ้นส่วนตั้งสำนักงานออกแบบ Robert A.M. Stern and John S. Hagmenn Architects. เขาเรียนรู้จาก Paul Rudolph ซึ่งถือว่าเป็นผู้เปิดสายตาของเขาที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ในช่วงสิบปีแรกในอาชีพของเขา เขาฝึกฝนใต้การนิยมทางความคิดของ Le Corbusier และ Frank Lloyd Wright ซึ่งมีอิทธิพลต่องานออกแบบของเขาในช่วงแรกๆ ต่อมาเป็นอิทธิพลของ Robert Venturi ที่ดูเหมือนมีเขา Stern เป็นศิษย์ผู้เจริญรอยตามผู้หนึ่ง ซึ่งจะพบเห็นในงานออกแบบของเขาในช่วงหลังๆ | |
1974 Lang Residence Washington, CT | 1976 Westchester Residence NY |
1983 Chilmark Residence | 1986 Residence at Wilderness Point |
Stern ให้ความสำคัญกับการยึดถือแนวปฏิบัติเรื่องการจัดองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน แต่ก็พอใจที่จะแหกกฎเหล่านั้นด้วย กับมโนทัศน์ที่ได้จากการเดินทาง ซึ่งเสริมคุณค่าในความเอาใจใส่ต่อการสื่อสถาปัตยกรรมที่ต้องการหักล้างรูปแบบเดิมของสถาปัตยกรรมยุคทันสมัย เขาไม่สนใจการเลียนแบบที่ถูกต้องเคร่งครัด เมื่อมาเป็นรูปทรงในงานของเขา เขาสร้างสรรค์งานศิลปะที่เด่น ไม่น่าเบื่อและซ้ำๆกัน เพราะมันถูกตีความใหม่แทนการเลียนแบบเดิมที่คุ้นเคยกันมา | |
1991 Disney World Resort Disney | 1992 Newport Bay Club Euro Disney |
1993 Roger Tory Peterson Institute | 1995 Medical Center Celebration, FL |
ผ่านการพิจารณาบริบทของสภาพแวดล้อม งานออกแบบที่อยู่อาศัยแถบฝั่งทะเลตะวันออก ทั้งปริมณฑลและที่ตั้งเฉพาะจุดของอาคาร อาคารที่เขาออกแบบขึ้นอยู่กับภูมิสถาปัตยกรรมและความสัมพันธ์ที่มันเกี่ยวข้องกับบริเวณโดยรอบของอาคาร เขาเชื่อว่าสถาปัตยกรรมผูกพันอยู่กับการแปรเปลี่ยนทันใดของเหตุการณ์ในสภาพแวดล้อมนั้นๆ รูปแบบของแผ่นไม่ซ้อนทับกัน (shingle style) เขาใช้มากในงานออกแบบที่อยู่อาศัยในแถบฝั่งตะวันออก มันกลายเป็นแบบฉบับเฉพาะเป็นเครื่องหมายการค้าของ Stern ด้วยการใช้รูปทรงทางเรขาคณิตทั่วไป Stern ได้พัฒนาองค์ประกอบซึ่งบ่อยครั้งคล้ายลักษณะของปราสาท Stern กล่าวว่า "ทัศนะคติของผมเกี่ยวกับรูปทรงอยู่บนพื้นฐานของความรักสำหรับความรู้ที่มีอยู่กับประวัติศาสตร์ ไม่พะวงอยู่กับความถูกต้องและการลอกเลียนแบบ เป็นการจับโน่นหยิบนี่ผสมผเสกัน เป็นการจับแพะชนแกะ และใช้เทคนิคการวางเรียงกันเพื่อให้ความหมายกับความคุ้นเคยเรื่องรูปร่างและการครอบคลุมพื้นผิวดินที่ต่างสภาพกัน." โดยการใช้รูปทรงตามจารีตนิยมเดิมและลวดลายที่ใช้กันในประวัติศาสตร์เดิม เป็นภาษาสำหรับการออกแบบที่เรียกกันปัจจุบันในรูปการสร้างประโยคทางภาษา (syntax) นั่นเอง | |
1999 Bangor Public Library Bangor, ME | ด้วยวัสดุที่ใช้เช่น อิฐ คอนกรีต และไม้ในการตกแต่งผิวหน้า การตัดกันของผืนหน้าอาคารโดยการใช้วัสดุหลายๆอย่าง ผิวของวัสดุเป็นลักษณะหลักที่เน้นมากโดย Stern….เขากล่าวอ้างเรื่องนี้ว่า…"วัสดุสามารถบังคับให้เกิดรูปทรง และเสนอแนะอะไรที่เป็นไปได้บ้างสำหรับคอนกรีตอัดแรงในงานสถาปัตยกรรม หรือชนิดอื่นๆของคอนกรีต และนั่นคือทุกวัสดุสามารถเป็นไปตามที่สถาปนิกต้องการให้เป็น." งานออกแบบของ Stern แสดงความบริสุทธ์ในเรื่องคุณภาพของแสงธรรมชาติและที่ว่างที่เกิดจากการหุ้มห่อด้วยแผ่นผืน ในรูปปริมาตรที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมา |
งานออกแบบในช่วงแรกของ Stern มีขีดจำกัดในเรื่องภูมิลำเนาของเขาขณะนั้นด้วย ในการทำงานที่ในเมือง New York ที่ซึ่ง Meier, Graves, Hejduk, Gwathmey, และ Eisenman (the New York Five) ได้งานออกแบบมากมาย ตรงกันข้ามงานส่วนมากที่ Stern ทำในเมือง New York ถ้าไม่เป็นบ้านอยู่อาศัย ก็จะเป็นอาคารเช่าพักอาศัยเท่านั้น ในช่วงนั้นเขาพยายามที่จะสร้างความต่างกันในทางความคิดจากงานของ Robert Venturi. งานออกแบบของเขากลายเป็นเรื่องการเพาะเมล็ดพันธ์ของรูปแบบสถาปัตยกรรม ที่จะแสดงความเป็นตัวมันเองออกมาได้มากกว่าเป็นแค่เพียงรูปแบบจำลองตามประวัติศาสตร์ ที่ถูกลดความขัดแย้งกันให้น้อยลงในสถาปัตยกรรมของยุคหลังทันสมัยนี้ อย่างไรก็ตาม Stern ก็ได้ชื่อว่าเป็นสถาปนิกของยุคหลังทันสมัยคนหนึ่งด้วย (บางส่วนของเนื้อหาผสมผเสเรียบเรียงและใช้ภาพ… จาก….http://www.Archpedia.com และ World Encyclopedia Britannica ฉบับซีดีรอม) | |
เพื่อความเข้าใจเรื่องแนวคิดหลังสมัยให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับสาขาวิชาอื่นๆ มีหนังสือเรื่อง.ทฤษฎีโพสท์โมเดิร์น เขียนโดย STEVEN BEST & DOUGLAS KELLNER คุณสมเกียรติ ตั้งนะโม จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กรุณาเรียบเรียงบางส่วนของสาระในหนังสือนี้ กล่าวถึงการเปรียบเทียบแนวคิดระหว่างยุคทันสมัยและหลังทันสมัย ซึ่งผมยกมาอ้างไว้บ้างแล้ว ในเรื่องแนวคิดทันสมัยและอิทธิพลทางการศึกษาของบาวเฮาส์ แต่ยังมีอีกส่วนที่ยังน่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดหลังสมัยโดยเฉพาะ..จึงขอเพิ่มเติมให้พิจาณาเพิ่มเติม..(บางส่วนผมตัดทอน..เรียบเรียงพื่อความกระชับ) ดังนี้ วาทกรรมต่างๆเกี่ยวกับหลังสมัยใหม่ ยังปรากฎตัวในขอบเขตของทฤษฎีและเพ่งลงบนการวิจารณ์เกี่ยวกับทฤษฎีสมัยใหม่ และข้อถกเถียงกันต่างๆสำหรับความแตกร้าวของทฤษฎีสมัยใหม่ - ไล่ลำดับจากโครงการปรัชญาของ Descartes, ไปจนถึง the Enlightenment (เทียบได้คือ..ยุคทันสมัยของเรเนอซองค์นั่นเอง), จนกระทั่งถึงทฤษฎีทางสังคมของ Comte, Marx, Weber และคนอื่นๆ - ได้ถูกวิจารณ์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาเพื่อวางรากฐานการทำให้เป็นองค์ความรู้, การทำให้เป็นสากล และข้ออ้างแบบรวมทั้งหมด, การอวดอ้างต่อการค้นหาความจริงที่อยู่เหนือคำโต้แย้ง และลัทธิเหตุผลอันหลอกลวงและน่าสงสัย ในทางกลับกัน บรรดาผู้ปกป้องเกี่ยวกับทฤษฎีสมัยใหม่ ได้โจมตีลัทธิสัมพัทธนิยมหลังสมัยใหม่ (postmodern relativism), ลัทธิความไร้เหตุผล (irrationalism), และสุญญนิยม ..กังขานิยม (nihilism) ยิ่งไปกว่านั้น ทฤษฎีหลังสมัยใหม่ยังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเป็นตัวแทนความจริง และความเชื่อสมัยใหม่ที่ว่าทฤษฎีเป็นกระจกเงาสะท้อนความจริง โดยแทนที่ฐานะสภาพทางทัศนียวิทยาและลักษณะสัมพัทธ์ที่ว่า ทฤษฎีต่างๆ อย่างเก่งที่สุด ก็เพียงให้ทัศนียภาพเพียงบางส่วนของวัตถุต่างๆ และการเป็นตัวแทนของการรับรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับโลกนั้นเป็นเพียงสื่อกลางทางประวัติศาสตร์และทางภาษาเท่านั้น ทฤษฎีหลังสมัยใหม่หรือโพสท์โมเดิร์นบางทฤษฎี ปฏิเสธอย่างสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับทัศนียภาพขนาดใหญ่ (macroperspective) ทั้งหมดในเรื่องของสังคมและประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับการชื่นชอบโดยทฤษฎีสมัยใหม่หรือโมเดิร์น ทฤษฎีหลังสมัยใหม่เห็นด้วยและให้การสนับสนุนเกี่ยวกับทฤษฎีเล็กๆและการเมืองขนาดเล็ก (microthery and micropolitics..จากงานเขียนของ…Lyotard) ทฤษฎีโพสท์โมเดิร์นยังปฏิเสธข้อสันนิษฐานต่างๆของทฤษฎีโมเดิร์นเกี่ยวกับความสอดคล้องกันทางสังคม และความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเหตุเป็นผล. ทฤษฎีโพสท์โมเดิร์นสนับสนุนความหลากหลาย, ลักษณะพหุวิสัย, การแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย, และลักษณะที่ไม่แน่นอนคลุมเครือ นอกจากนี้ ทฤษฎีโพสท์โมเดิร์นยังละทิ้งเรื่องของเหตุผลและอัตบุคคลที่เป็นหน่วยเดียว (unified subject) ซึ่งได้รับการยืนยันโดยทฤษฎีโมเดิร์นเป็นจำนวนมาก ด้วยการสนับสนุนการกระจายออกจากศูนย์กลางทางสังคมและทางภาษา และอัตบุคคลที่แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย (fragmented subject) ด้วยเหตุนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนเกี่ยวกับแนวคิด ในที่นี้จึงอยากจะใช้ศัพท์คำว่า "ความเป็นหลังสมัยใหม่" ( postmodernity) เพื่ออธิบายถึงยุคสมัยที่ตามมาหลังจาก "ความเป็นสมัยใหม่" (modernity), และใช้คำว่า "ลัทธิหลังสมัยใหม่" (postmodernism) เพื่ออรรถาธิบายถึงขบวนการต่างๆและสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นในขอบเขตทางวัฒนธรรม ที่สามารถได้รับการจำแนกแยกแยะจากขบวนการต่างๆของสมัยใหม่ (modernist), รวมไปถึงตำรับตำราทั้งหลาย และปฏิบัติการต่างๆ ในหนังสือนี้ ผู้เขียนยังแยกความแตกต่างระหว่าง "ทฤษฎีสมัยใหม่" (modern theory) กับ "ทฤษฎีหลังสมัยใหม่" (postmodern theory) ด้วย, เช่นเดียวกับระหว่าง "การเมืองสมัยใหม่" (modern politics) ซึ่งได้ถูกสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาโดยพรรคการเมือง, รัฐสภา, หรือการเมืองแบบสหภาพแรงงาน (trade union politics - รูปแบบองค์กรทางการเมืองที่รวมตัวกันโดยคนงานเพื่อต่อรองกับนายจ้าง) ในทางที่ตรงข้ามกันกับ "การเมืองหลังสมัยใหม่" (postmodern politics) ที่เชื่อมสัมพันธ์กับการเมืองขนาดเล็กที่มีฐานของท้องถิ่น (locally base micropolitics) ซึ่งท้าทายต่อขบวนการอันกว้างขวางของวาทกรรมต่างๆ และรูปแบบที่ถูกทำให้เป็นสถาบันต่างๆขึ้นมาของอำนาจ เพื่อให้ความกระจ่างแจ้งต่อความสับสนและวาทกรรมหลากรูปแตกต่างกันของโพสท์โมเดิร์น อันดับแรก ผู้เขียนจะนำเสนอวิธีการทางโบราณคดีหรือการขุดค้นเกี่ยวกับคำศัพท์ (จาก… Structuralism จนถึง… Post-structuralism) อธิบายอย่างละเอียดถึงประวัติศาสตร์ของมัน การนำมาใช้ในช่วงแรกๆ และความหมายที่ขัดแย้งกันต่างๆ ต่อจากนั้น ก็จะไปดูกันถึงพัฒนาการเกี่ยวกับทฤษฎีโพสท์โมเดิร์นร่วมสมัยในบริบทของช่วงหลังทศวรรษที่ 1960s ในประเทศฝรั่งเศษ ที่ซึ่งแนวความคิดเกี่ยวกับเงื่อนไขของโพสท์โมเดิร์นใหม่อันหนึ่งกลายมาเป็นแนวทางหรือแก่นแกนสำคัญในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970s ผมตั้งใจไว้ว่าจะลองหาต้นฉบับของหนังสือนี้ทั้งเล่ม มาลองอ่านดูเพื่อความเข้าใจในแนวกว้างของแนวคิดหลังสมัยนี้ แล้วจึงย้อนกลับมาดูว่ายังมีประเด็นอื่นอีกไหม? ที่เราสามารถมาประยุกต์ใช้กับการตีความในอัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม แทนที่สนใจเพียงการรับแนวทางการตีความที่สถาปนิกหลังทันสมัยอื่นกระทำการตีความและประยุกต์ใช้กันไปแล้ว..แต่ด้วยการสร้างความเข้าใจถึงรากเหง้า ต้นตอ หรือแม้กระทั่งความหลากหลายมุมมองของทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่เราแต่ละคนสนใจกัน น่าจะก่อให้เกิดความแตกฉาน ขยายวงกว้างทางความคิดออกไปได้นอกเหนือการรับรู้เพียงแค่วาทกรรมของแขนงวิชาเดียวทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น อ้างอิงจาก http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book1/post.html |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น