วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อารมณ์รัก

          ตามหลักจิตวิทยา ความรักคืออารมณ์อย่างหนึ่ง อันหมาย ถึงความรู้สึกของคนเราที่มีอำนาจแรงพอทำให้คนแสดงจริตกริยาออกมา เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายให้เห็น ดังนั้นเมื่อคนเราเกิดมีความรักขึ้นแล้วก็จะแสดงจริตกริยาออกมา เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายให้เห็นดังนั้นเมื่อคนเราเกิดมีความรักขึ้น แล้วก็แสดงอาการรักออกมา อันยากแก่การปกปิดซ่อนเร้น ซึ่งเราคงทราบกันดี และเคยประสบกับตัวของเราเองกันมาแล้ว เช่น ความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก จะเห็นว่าพ่อแม่แสดงอาการว่ารักลูกมากมาย ในการเลี้ยงดูเอาใจใส่ และเสียสละหรือความรักหนุ่มสาวก็เป็นกรณีที่เราเห็นอยู่เป็นประจำวันในสังคม ลงเขาได้รักกันเกิดความรักขึ้นมา ต่อให้มีอุปสรรคกีดขวางอย่างไรก็จะพยายามดิ้นรนไปสู่ความปรารถนาของอารมณ์ รักจนได้
              กล่าวตามธรรมดาแล้ว ความรัก หรือ รัก นี้ จัดเป็นอารมณ์ประเภทสุข เพราะเมื่อใครเกิดอารมณ์รักแล้ว เขาจะมีใจเบิกบานร่าเริงแจ่มใส เป็นความรู้สึกสุขใจที่ดี ฉะนั้นทุกคนจึงต่างแสวงหาที่จะรักคนอื่น และในขณะเดียวกันก็มีความต้องการให้ตนเองเป็นที่รักของคนอื่นด้วยหน้าที่ ของครูในโรงเรียนนั้นเมื่อวกเข้ามาในเรื่องรักแล้ว ครูจะต้องพยายามทำตัวให้เป็นที่รักของเด็ก และคณะเดียวกันครูก็จะต้องรักเด็กทุก ๆ คนที่ครูสอน การสั่งสอนอบรมกันด้วยมีความรักเป็นทุนหนุนหลังอย่างนี้ จะช่วยให้การศึกษาสำเร็จด้วยดี
              อธิบายได้ว่า ทุกคนจะรักในสิ่งที่ดี อะไรดีจะเป็นที่รักของคนทั้งสิ้น ดังนั้นทุกคนจึงอยากได้ของที่ดี ๆ มีของใช้ดี ๆ มีลูกดี ๆ มีของกินดี ๆ สิ่งที่เน่า ๆ เหม็น ๆ ทุกคนจึงไม่รัก ข้อที่ ๒ คือ เราจะรักในสิ่งที่งาม คำว่างามก็คือ สวย นี่เอง ฉะนั้นของที่งาม ๆ สวย ๆ จึงเป็นที่สบอารมณ์รักของเราเสมอ เช่น รักของใช้ที่สวยงาม มีลวดลายงดงาม รักในศิลปอ่อนช้อยรักในสิ่งประดิษฐ์มีสีสรร สรุปว่า อะไรที่สวยแล้วจะเป็นที่รักทั้งสิ้น ส่วนข้อสุดท้ายที่ว่า เรารักเพราะถูกใจ นั้น จัดเป็นความรักส่วนตัวเฉพาะคน เมื่อมีความถูกใจแล้วรักแน่ ๆ ของนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ดังนั้นบางคนก็ว่าสิ่งนั้นไม่ดี ไม่งาม ไม่น่ารัก แต่อีกคนหนึ่งรักก็เนื่องจากว่า สิ่งนั้นเป็นที่ถูกใจของเขา เหตุนี้เองคนรูปชั่วตัวดำ ซึ่งพูดกันธรรมดา ๆ แล้ว ย่อมไม่ดีไม่งาม แต่ก็ยังเป็นที่รักของคนบางคนอยู่จนได้ ด้วยเหตุผลข้อนี้เอง คือ เพราะถูกใจ เช่นกับว่า ถึงแม้จะดำก็ดำขำ ถึงปากจะแหว่งก็แหว่งอย่างมีเสน่ห์ เป็นต้น
              ฉะนั้น ดี งาม ถูกใจ จึงนับได้ว่าเป็นต้นตอของความรักโดยแท้ ท่านลองสำรวจสิ่งที่ท่านรักเดี๋ยวนี้บ้างก็ได้ว่า ที่ท่านรักสิ่งนั้นเพราะอะไร ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่หนีจากรัก เพราะว่าดี  รักเพราะว่างาม และสุดท้าย รักเพราะถูกใจ เป็นแน่
         





      








           ความหมายของอารมณ์เศร้า อารมณ์ เศร้า คงไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่เคยสัมผัสกับอารมณ์นี้ เมื่อเราผิดหวัง เกิดความสูญเสีย อารมณ์เศร้าก็จะเกิดขึ้น เรารู้สึกท้อแท้ หดหู่ เบื่อหน่ายสิ่งต่างๆ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิ บางครั้งอาจจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง แต่ถึงจะเบื่อหน่ายอ่อนเพลียอย่างไรก็ตาม เราก็จะยังสามารถทำงาน ทำหน้าที่ของเราได้ตามปกติ

         แต่ภาวะเช่นนี้มันจะอยู่ไม่นาน อาจจะเป็นเพราะเราปรับตัวกับปัญหาได้ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่สร้างปัญหาให้เรามันคลี่คลายไป

วิธีคิด ก็คือ เหตุผลที่เราใช้มองหรือมีตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่มากระทบกับชีวิตของเราว่ามันมีความหมายกับเราอย่าไร ถ้าเรามองเหตุการณ์นั้นๆ ในทางบวก มองวิกฤติคือโอกาส มองอุปสรรคคือความท้าทาย จิตใจของเราก็จะเบิกบาน ตรงกันข้ามถ้าเรามองทุกอย่างในแง่ลบ จิตใจของเรากาจะหดหู่และเศร้าหมอง อารมณ์เศร้าและโรคซึมเศร้าก็จะย่างกรายเข้ามาในชีวิตเรา

           สาเหตุ  สารเคมีในสมอง รูปแบบวิธีคิดความคิดทั้งเชิงบวกและลบจะมีผลต่อการทำงานของสารเคมีต่างๆ ในเซลล์สมองของเรา คือ โดปามีน (Dopamine) ซีโรโทนิน (Serotonin) และนอร์อีพิเนพฟริน (Norepinephrine) ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนในเกิดการทำงานที่สมบูรณ์ของสมอง ดังนั้นความบกพร่องในการทำงานของสารเคมีเหล่านี้จะก่อให้เกิดความบกพร่องทาง อารมณ์ของเราได้
          ความคิดเชิงลบทำให้สารเคมีเหล่านี้บกพร่องในทางลบ ก่อให้เกิดอารมณ์เศร้า ความคิดเชิงบวกทำให้สารเคมีเหล่านี้ทำงานได้สมบูรณ์ อารมณ์ของเราก็จะแจ่มใส

อารมณ์เศร้า สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะเป็นเรื่องของความคิดที่ก่อให้เกิดผลต่อการทำงานของสมองและอารมณ์ของ มนุษย์ แต่ในผู้หญิงหลังคลอด ซึ่งวงการแพทย์ก็ไม่สามารถอธิบายได้อย่างแจ่มแจ้งนัก ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร นั่นคือผู้หญิงหลังจากที่คลอดแล้วประมาณ 2-3 วัน เกินกว่าครึ่งจะเกิดภาวะอารมณ์เศร้าที่เขาเรียกว่า Postpartum Blue ภาวะนี้จะเกิดอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็จะหายไป

          การแก้ปัญหา นายแพทย์แอรอน ทีเบค จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ได้ใช้หลักคิดนี้ในการพัฒนาวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ คือ การทำจิตบำบัด โดยวิธีพุทธปัญญา หรือ Cognitive Psychotherapy จนได้รับรางวัลระดับโลกมาแล้ว แต่เราไม่ต้องไปสนใจกับทฤษฎีนี้ก็ได้ครับ สำคัญว่าเราจะน้อมนำมาใช้มากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง

ที่มา : http://health.giggog.com/113162

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สังเกตุบุคคล 1 บุคคล

สังเกตุบุคคล 1 บุคคล

       การเริ่มต้นสังเกตุ JJ (นามสมมติ) ตั้งแต่ตอนเช้า เมื่อแรกเริ่มขณะที่เขาตื่นนอน เขาตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 6.00 น. ครั้งแรกที่นาฬิกาดัง เขาลุกขึ้นมาแล้วปิดเสียงนาฬิกา จนครั้งที่สอง เขาทำสีหน้าที่เบื่อหน่ายกับเสียงของมัน แต่ก็พยุงตัวลุกขึ้นมาบิดเอวหลัง และส่วนต่างๆ แล้วก็ลุกไปอาบน้ำ แล้วก็ออกมาแต่งตัวเพื่อไปทำงานอย่างเร่งรีบ(แต่ชุดทำงานรีดไว้ตั้งแต่ตอนกกลางคืนแล้ว) แต่ปกติ เขาจะเป็นคนที่เดินไม่เร็ว แต่ว่า วันนี้ เขาเป็นคนที่เดินเร็วมากๆ แต่ในขณะเดินนั้น ก็กดโทรศัพท์ไปด้วย มองทางสลับกับการมองถนนและจะแสดงสีหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาจนเดินไปถึงป้ายรถโดยสาร
       เขาได้เล่าให้ฟังว่า ในขณะที่ทำงานอยู่นั้น ก็เล่นโทรศัพท์(BB) ไปด้วย เพราะเขาทำงานเป็น Operator ที่หน่วยราชกาลแห่งหนึ่ง แต่ช่วงขณะที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่นั้น สีหน้า การกระทำของเขาจะมีหลายแบบมาก บางทีทำหน้าบึ้ง บางทีก็ทำหน้าสดใสยิ้มแย้ม แต่บางครั้งก็เหมือนโมโห ซึ่งมันจะเกิดในเวลาที่คใกล้เคียงกัน พอได้เวลาที่จะเลิกงาน เขาจะแสดงน้ำเสียง(คุยโทรศัพท์)ดีใจอย่างชัดเจนมาก
       เวลาประมาณ 16.30 น. เขาได้มาถึงห้องพอถึงห้องเขาก็ได้นั่งบ่นเพื่อนร่วมงานให้กับเพื่อนอีกคนหนึ่งฟังในการทำงานร่วมกันวันนี้ เขาจะอธิบายข้อเสียของเพื่อนร่วมงานได้อย่างคล่องแคล่วและชัดเจน และแต่ละคนเหมือนเขาจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก แต่ว่าไม่ได้กล่าวถึงตัวเองเลย ว่าทำงานแบบไหน อย่างไร หลังจากนั้น เขาก็ทำอาการเหมือนกำลังนึกอะไรบางอย่างซึ่ง พอเราถามม เขขาก็ตอบไปว่า นึกไม่ออก จำไม่ได้ว่าจะทำอะไร และไม่นาน เขาก็ได้หลับไปบนที่นอน พร้อมกับชุดทำงาน
       จนมาถึงเวลาประมาณ 20.00น. เขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำพูดที่บอกว่า "หิวข้าวจังเลย" แล้วก็เดินไปล้างหน้าออกไปรับประทานอาหารข้างนอก แต่ในขณะที่รับประทานอาหารเย็ยอยู่นั้น เขาก็ได้เล่าถึงเรื่องราวของเพื่อนร่วมงานอีกครั้งนึง จนเวลา 21.30 ก็กลับเ้ข้าห้องพร้อมกับเตรียมตัวอาบน้ำ เข้านอน เมื่อเขานอนหลับ ใช้เวลาอาบน้ำไม่นานนัก และเข้านอนไป ขณะที่เขาหลับอยู่นั้น เขาก็ได้กรน และ กัดฟันไป ด้วย
       นี่ก็เป็นการสังเกตุบุคคล 1 บุคคล ในเวลา 1 วัน ถึงพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สุขภาพกาย และสุขภาพจิต

      







       สุขภาพกาย หมายถึง สภาวะของร่างกายที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตอย่างปกติ ระบบต่างๆ ของร่างกายสามารถทำงานได้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพ ร่างกายมีความต้านทานโรคได้ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและความทุพพลภาพ หรือผิดปกติอื่นๆ

       สุขภาพจิต คือ สภาพชีวิตที่เป็นสุข มีอารมณ์มั่นคงสามารถปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีสมรรถภาพในการทำงาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความพอใจ สุขภาพไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญและ จำเป็นสำหรับทุกชีวิตในการดำรงอยู่อย่างปกติ คือ การทำให้ชีวิตมีความสุข ความพอใจ ความสมหวัง ทั้งของตนเองและของผู้อื่น
       
       ความสำพันธ์ของ สุขภาพกายและสุขภาพจิต สุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกชีวิตการที่จะดำรง ชีวิตอยู่อย่างปกติก็คือ การทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ จิตใจมีความสุข ความพอใจ ความสมหวังทั้งตนเองและผู้อื่น ผู้ที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีจะปฏิบัติหน้าที่ประจำวันไม่ว่าเป็นการ เรียนหรือ การทำงานเป็นไปด้วยดี มีประสิทธิภาพการที่เรารู้สึกว่า ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเรามีความปกติและสมบูรณ์ดี เราก็จะมีความสุขในทางตรงข้าม ถ้าสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราผิดปกติหรือไม่สมบูรณ์ เราก็จะมีความทุกข์รู้จักบำรุงรักษาและส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็น สิ่งที่จำเป็นสำหรับ ชีวิตของทุกคนในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า การรู้จักดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้ชีวิต อบยู่ได้ด้วยความสุขสมบูรณ์ และมีคุณภาพที่ดี

ความแตกต่างของสุขภาพกายและสุขภาพจิต

       สุขภาพ กายและสุขภาพจิตถ้าจะกล่าวคือ ทั้งสองอย่างจะสอดคล้องกัน ถ้า สุขภาพร่างกายเราดีสุขภาพของจิตใจก็จะดีตามไปด้วย แต่ถ้าหากอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดมีปัญหา เช่น สุขภาพจิตไม่ดี ก็ส่งผลทำให้สุขภาพร่างกายไม่ดีตามไปด้วย

ประวัติและความเป็นมาของสุขภาพจิตในประเทศไทย

 
 
 
 
 
 
ประวัติและความเป็นมาของสุขภาพจิตในประเทศไทย
 

        ประวัติและความเป็นมาของสุขภาพจิตในประเทศไทยเริ่มในปี พ.ศ. 2512 โดยคำอธิบายของศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว
        เมื่อความรู้เรื่องวิชาโรคจิตโรคประสาทกว้างขวางขึ้น แพทย์ก็ได้เข้าใจถึงสาเหตุ และการป้องกันมากขึ้นจึงมีความคิดก้าวหน้าต่อไปว่าไฉนจะมานั่งรักษากันอย่าง เดี่ยว ควรหาทางป้องกันให้มากที่สุดที่จะมากได้ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดของการ สาธารณสุขด้วย ยิ่งเมื่อพิจารณาจำนวนคนไข้เพิ่มมากขึ้นและมี โรงพยาบาลแต่เพียงจำนวนน้อย เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอก็ยิ่งมีความ จำเป็นมากขึ้น ทำอย่างไรจึงจะให้พลเมืองมี ความสุข ไม่เป็นโรคจิตโรคประสาท และถ้าหากเริ่มจะดำเนินการ ก็ควรจะตรึงคนไข้ไว้นอกโรงพยาบาล ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล โดยให้ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ให้ดีและดูแลให้ดีในครอบครัวและในชุมชนด้วย สถิติของคนไข้โรคจิตโรคประสาทที่มีมากนั้น ไม่มีประเทศใดหรือรัฐบาลใดจะสร้างโรงพยาบาลให้เพียงพอได้ และยิ่งสร้างมากก็มีคนไข้มากเพราะอาจจะไม่ได้คิดรักษาดูแลตัวเองด้วยก็ได้ ยิ่งประเทศเจริญทางอุตสาหกรรมจำนวนคนไข้โรคจิตทั่วไปก็มีแต่จะสูงขึ้น เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดคือ การปฏิบัติงานกับประชาชนในชุมชนในรูปของคลีนิคหรือศูนย์สุขภาพจิตหรือใน รูปการสุขศึกษาต่างๆ และนั่นคือ งานสุขภาพจิต
        สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาวิชาจิตเวช และสุขภาพจิตนั้นจะเห็นได้ว่า การเรียนวิชาโรคจิตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเรียนวิชาสุขภาพจิตตลอดถึง การปฏิบัติงานทางสุขภาพจิตมาก ถ้าหากรู้วิชาโรคจิตก็จะเข้าใจวิชาสุขภาพจิตไปเอง เป็นงานซึ่งเข้าสู่ประชาชนในท้องถิ่นหรือในครอบครัวมากเข้าทุกที ๆ และเป็นงานที่ปฏิบัติร่วมกับประชาชนนอกโรงพยาบาลมากขึ้น นอกจากนี้ทั้งวิชา โรคจิตดีก็เป็นผลให้เกิดสุขภาพจิตของประชาชนดี หรือกล่าวอีกทางหนึ่ง ถ้าประชาชนมีสุขภาพจิตดีหรือเข้าใจวิชาสุขภาพจิตดี ก็เป็นผลให้เข้าใจวิชาโรคจิต ดีขึ้นเช่นกัน
ส่วนงานสุขภาพจิตในประเทศไทยนั้น เริ่มจากการรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลก่อนแล้วก้าวออกไปสู่ประชาชนนอกโรงพยาบาล ในภายหลัง ดังนั้นงานสุขภาพจิตของประเทศไทยจึงรวมทั้งการรักษาและการป้องกัน ซึ่งประกอบด้วย การดูแลรักษาคนไข้นอก โดยคนไข้ไม่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลาการรักษาโรคจิตในโรงพยาบาลทั่วๆ ไป การดูแลในสถานที่พักฟื้น หรือชุมชนหรือในหน่วย อุตสาหกรรมบำบัดในชุมชน โดยเฉพาะสำหรับผู้เพิ่งจำหน่ายจากโรงพยาบาลโรคจิต คลีนิคสุขวิทยาจิตและหน่วยสุขภาพจิตเคลื่อนที่สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่เริ่ม ป่วย เพื่อป้องกัน โรคจิต โรคประสาทและการส่งเสริมสุขภาพจิต ด้วยการให้การศึกษาและบริการเพื่อสุขภาพจิตที่ดีแก่ประชาชน
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้วได้กล่าวว่าการศึกษาวิชาสุขภาพจิต คือ
การ ศึกษาวิชาป้องกันโรคจิตโรคประสาท พึงต้องเข้าใจถึงโรคแห่งร่างกาย และพึงเข้าใจจิตวิทยาแห่งบุคคลกับเข้าใจสภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรมของบ้านเมืองไปด้วย โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้สอนวิชาสุขภาพจิตแห่งสหพันธ์สุขภาพจิตโลก ได้ประชุมพิจารณาแบ่งขอบเขตของวิชานี้แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ การป้องกันในระยะแรกอันเกี่ยวกับเรื่องของร่างกายและเนื้อสมอง โดยป้องกันตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น การป้องกันระยะสองเกี่ยวกับเรื่องของจิตใจและสังคมโดยป้องกันเมื่อเริ่มจะมี ลักษณะอาการบ้างแล้ว กับการป้องกันระยะสามคือ เรื่องเกี่ยวกับการติดตามดูแลและฟื้นฟูหลังจากที่เป็นโรคจิต และได้รับการรักษามาแล้ว การเข้าใจโรคและเริ่มรักษาแต่ระยะต้นที่สุดคือ แผนการป้องกันดีที่สุดและถูกต้องที่สุด
จากข้อความต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นนี้จะเห็นว่างานสุขภาพจิตจะร่วมทั้งการดูแลคนไข้ภายในโรง พยาบาล การดูแลคนไข้ในครอบครัวและชุมชน การป้องกันโรคจิต โรคประสาท และการส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดีของประชาชน นอกจากนี้ในปัจจุบันได้ขยายงานสุขภาพจิตไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นมากขึ้น โดยให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด สำหรับความเคลื่อนไหวของงานจิตเวช และงานสุขภาพจิตในประเทศไทยที่สำคัญ ๆ มีดังนี้
       งานสุขภาพจิตภาคปฏิบัติในประเทศไทยได้ร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยองค์การอนามัยโลกได้ส่งนายแพทย์ชาลส์ กันดรี จากคานาดา มาเป็นที่ปรึกษาระยะ 3 เดือน ที่ปรึกษาได้เสนอความเห็นว่า จุดแรกที่ประเทศไทยจะต้องจัดทำคือ การจัดให้มีคลีนิคสุขภาพจิต เพื่อตรวจและรักษาโรคจิตและความผิดปกติของจิตใจของเด็กและเพื่อเป็นศูนย์ของ การศึกษาสุขภาพจิตต่อไป
        พ.ศ. 2596 จัดตั้งคลีนิคสุขวิทยาจิตที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อศึกษาและบริการเด็กที่มีอารมณ์แปรปรวน เพื่อประโยชน์ของการป้องกันโรคจิตและส่งเสริมสุขภาพจิตในผู้ใหญ่ โดยมี ดร. มากาเรต สเตแพน นักจิตวิทยมาร่วมปฎิบัติงานกับแพทย์หญิง คุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา
        พ.ศ. 2497 จัดตั้งสมาคมจิตแพทย์ขึ้นในประเทศไทย เพื่อศึกษาวิชาการให้กว้างขวางมากขึ้น และเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน สำหรับงานของสมาคมจิตแพทย์เน้นหนัก ทางจิตแพทย์และผู้มีอาชีพทางแพทย์
        พ.ศ. 2500 ขยายบริการสุขภาพจิตไปยังสถานสงเคราะห์แม่และเด็กสาธร โดยให้บริการเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
        พ.ศ. 2502 จัดตั้งสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย โดยมีแพทย์หญิง คุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา ดร.คุณหญิงอัมพร มีสุข และศาสตราจารย์นายแพทย์ ฝน แสงสิงแก้ว เป็นผู้จดทะเบียน สมาคมสุขภาพจิตนี้ทำงานร่วมกับประชาชน ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิต สำหรับกรรมการส่วนใหญ่ของสมาคมนี้เป็นครู อาจารย์ นักศึกษา และผู้มีอาชีพอื่น ๆ ร่วมด้วย และได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ กว้างขวาง มากขึ้น มีการออกวารสารให้ความรู้แก่ประชาชน มีการจัดตั้งศูนย์สุขภาพจิตเพื่อรับปรึกษาและแนะนำผู้มีทุกข์ที่โรงพยาบาล สงฆ์ โดยมีโครงการแนะนำครู-อาจารย์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตเด็กในโรงเรียน เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่มีปัญหา และป้องกันโรคจิตในเด็กนอกจากนี้ ยังมีบริการช่วยเหลือเด็กในแหล่งเสื่อมโทรม ป้องกันความเป็นอาชญากร และเด็กเกเร เช่น จัดกิจกรรมลูกเสือนอกโรงเรียน มีการอภิปรายปัญหาสำหรับประชาชนที่โรงพยาบาลสงฆ์เป็นประจำ และมีการอภิปรายปัญหาชีวิตที่อื่น ๆ ด้วย
        พ.ศ. 2504 จัดตั้งคลีนิคสุขวิทยาจิตที่อาคาร 9 ถนนราชดำเนิน นับเป็นคลีนิคสุขวิทยาจิตสาขาที่ 2 ที่ให้บริการสุขภาพจิต
       พ.ศ. 2506 จัดตั้งคลีนิคสุขวิทยาจิตที่โรงพยาบาลเด็ก ซึ่งเป็นคลีนิคสุขวิทยาจิต สาขาที่ 3 ที่ให้บริการสุขภาพจิต
พ.ศ. 2513 จัดสร้างคลีนิคสุขวิทยาจิต เพื่อเป็นศูนย์ใหญ่ที่ 75/1 ถนนพระราม 6 พญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักศึกษาของโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลต่อไปด้วย และปัจจุบันคลีนิคสุขวิทยาจิตทุกสาขาได้ยุบรวมเป็นศูนย์สุขวิทยาจิตโดยมี แพทย์หญิงคุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา เป็นผู้อำนวยการศูนย์สุขวิทยาจิต และยังเปิดบริการหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ อีกด้วย สำหรับวัตถุประสงค์ของศูนย์สุขวิทยาจิต นั้นเพื่อตรวจรักษาเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต มิให้มีอาการเรื้อรัง เพื่อป้องกันและส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชน มิให้กลายเป็นโรคจิต โรคประสาท เพื่อเป็นศูนย์กลางการสอนนักศึกษา แพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ทางจิตเวช พยาบาล ครู ในเรื่องปัญหาทางจิตใจของเด็ก เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านสุขภาพ