วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติและความเป็นมาของสุขภาพจิตในประเทศไทย

 
 
 
 
 
 
ประวัติและความเป็นมาของสุขภาพจิตในประเทศไทย
 

        ประวัติและความเป็นมาของสุขภาพจิตในประเทศไทยเริ่มในปี พ.ศ. 2512 โดยคำอธิบายของศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว
        เมื่อความรู้เรื่องวิชาโรคจิตโรคประสาทกว้างขวางขึ้น แพทย์ก็ได้เข้าใจถึงสาเหตุ และการป้องกันมากขึ้นจึงมีความคิดก้าวหน้าต่อไปว่าไฉนจะมานั่งรักษากันอย่าง เดี่ยว ควรหาทางป้องกันให้มากที่สุดที่จะมากได้ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดของการ สาธารณสุขด้วย ยิ่งเมื่อพิจารณาจำนวนคนไข้เพิ่มมากขึ้นและมี โรงพยาบาลแต่เพียงจำนวนน้อย เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอก็ยิ่งมีความ จำเป็นมากขึ้น ทำอย่างไรจึงจะให้พลเมืองมี ความสุข ไม่เป็นโรคจิตโรคประสาท และถ้าหากเริ่มจะดำเนินการ ก็ควรจะตรึงคนไข้ไว้นอกโรงพยาบาล ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล โดยให้ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ให้ดีและดูแลให้ดีในครอบครัวและในชุมชนด้วย สถิติของคนไข้โรคจิตโรคประสาทที่มีมากนั้น ไม่มีประเทศใดหรือรัฐบาลใดจะสร้างโรงพยาบาลให้เพียงพอได้ และยิ่งสร้างมากก็มีคนไข้มากเพราะอาจจะไม่ได้คิดรักษาดูแลตัวเองด้วยก็ได้ ยิ่งประเทศเจริญทางอุตสาหกรรมจำนวนคนไข้โรคจิตทั่วไปก็มีแต่จะสูงขึ้น เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดคือ การปฏิบัติงานกับประชาชนในชุมชนในรูปของคลีนิคหรือศูนย์สุขภาพจิตหรือใน รูปการสุขศึกษาต่างๆ และนั่นคือ งานสุขภาพจิต
        สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาวิชาจิตเวช และสุขภาพจิตนั้นจะเห็นได้ว่า การเรียนวิชาโรคจิตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเรียนวิชาสุขภาพจิตตลอดถึง การปฏิบัติงานทางสุขภาพจิตมาก ถ้าหากรู้วิชาโรคจิตก็จะเข้าใจวิชาสุขภาพจิตไปเอง เป็นงานซึ่งเข้าสู่ประชาชนในท้องถิ่นหรือในครอบครัวมากเข้าทุกที ๆ และเป็นงานที่ปฏิบัติร่วมกับประชาชนนอกโรงพยาบาลมากขึ้น นอกจากนี้ทั้งวิชา โรคจิตดีก็เป็นผลให้เกิดสุขภาพจิตของประชาชนดี หรือกล่าวอีกทางหนึ่ง ถ้าประชาชนมีสุขภาพจิตดีหรือเข้าใจวิชาสุขภาพจิตดี ก็เป็นผลให้เข้าใจวิชาโรคจิต ดีขึ้นเช่นกัน
ส่วนงานสุขภาพจิตในประเทศไทยนั้น เริ่มจากการรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลก่อนแล้วก้าวออกไปสู่ประชาชนนอกโรงพยาบาล ในภายหลัง ดังนั้นงานสุขภาพจิตของประเทศไทยจึงรวมทั้งการรักษาและการป้องกัน ซึ่งประกอบด้วย การดูแลรักษาคนไข้นอก โดยคนไข้ไม่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลาการรักษาโรคจิตในโรงพยาบาลทั่วๆ ไป การดูแลในสถานที่พักฟื้น หรือชุมชนหรือในหน่วย อุตสาหกรรมบำบัดในชุมชน โดยเฉพาะสำหรับผู้เพิ่งจำหน่ายจากโรงพยาบาลโรคจิต คลีนิคสุขวิทยาจิตและหน่วยสุขภาพจิตเคลื่อนที่สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่เริ่ม ป่วย เพื่อป้องกัน โรคจิต โรคประสาทและการส่งเสริมสุขภาพจิต ด้วยการให้การศึกษาและบริการเพื่อสุขภาพจิตที่ดีแก่ประชาชน
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้วได้กล่าวว่าการศึกษาวิชาสุขภาพจิต คือ
การ ศึกษาวิชาป้องกันโรคจิตโรคประสาท พึงต้องเข้าใจถึงโรคแห่งร่างกาย และพึงเข้าใจจิตวิทยาแห่งบุคคลกับเข้าใจสภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรมของบ้านเมืองไปด้วย โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้สอนวิชาสุขภาพจิตแห่งสหพันธ์สุขภาพจิตโลก ได้ประชุมพิจารณาแบ่งขอบเขตของวิชานี้แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ การป้องกันในระยะแรกอันเกี่ยวกับเรื่องของร่างกายและเนื้อสมอง โดยป้องกันตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น การป้องกันระยะสองเกี่ยวกับเรื่องของจิตใจและสังคมโดยป้องกันเมื่อเริ่มจะมี ลักษณะอาการบ้างแล้ว กับการป้องกันระยะสามคือ เรื่องเกี่ยวกับการติดตามดูแลและฟื้นฟูหลังจากที่เป็นโรคจิต และได้รับการรักษามาแล้ว การเข้าใจโรคและเริ่มรักษาแต่ระยะต้นที่สุดคือ แผนการป้องกันดีที่สุดและถูกต้องที่สุด
จากข้อความต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นนี้จะเห็นว่างานสุขภาพจิตจะร่วมทั้งการดูแลคนไข้ภายในโรง พยาบาล การดูแลคนไข้ในครอบครัวและชุมชน การป้องกันโรคจิต โรคประสาท และการส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดีของประชาชน นอกจากนี้ในปัจจุบันได้ขยายงานสุขภาพจิตไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นมากขึ้น โดยให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด สำหรับความเคลื่อนไหวของงานจิตเวช และงานสุขภาพจิตในประเทศไทยที่สำคัญ ๆ มีดังนี้
       งานสุขภาพจิตภาคปฏิบัติในประเทศไทยได้ร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยองค์การอนามัยโลกได้ส่งนายแพทย์ชาลส์ กันดรี จากคานาดา มาเป็นที่ปรึกษาระยะ 3 เดือน ที่ปรึกษาได้เสนอความเห็นว่า จุดแรกที่ประเทศไทยจะต้องจัดทำคือ การจัดให้มีคลีนิคสุขภาพจิต เพื่อตรวจและรักษาโรคจิตและความผิดปกติของจิตใจของเด็กและเพื่อเป็นศูนย์ของ การศึกษาสุขภาพจิตต่อไป
        พ.ศ. 2596 จัดตั้งคลีนิคสุขวิทยาจิตที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อศึกษาและบริการเด็กที่มีอารมณ์แปรปรวน เพื่อประโยชน์ของการป้องกันโรคจิตและส่งเสริมสุขภาพจิตในผู้ใหญ่ โดยมี ดร. มากาเรต สเตแพน นักจิตวิทยมาร่วมปฎิบัติงานกับแพทย์หญิง คุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา
        พ.ศ. 2497 จัดตั้งสมาคมจิตแพทย์ขึ้นในประเทศไทย เพื่อศึกษาวิชาการให้กว้างขวางมากขึ้น และเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน สำหรับงานของสมาคมจิตแพทย์เน้นหนัก ทางจิตแพทย์และผู้มีอาชีพทางแพทย์
        พ.ศ. 2500 ขยายบริการสุขภาพจิตไปยังสถานสงเคราะห์แม่และเด็กสาธร โดยให้บริการเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
        พ.ศ. 2502 จัดตั้งสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย โดยมีแพทย์หญิง คุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา ดร.คุณหญิงอัมพร มีสุข และศาสตราจารย์นายแพทย์ ฝน แสงสิงแก้ว เป็นผู้จดทะเบียน สมาคมสุขภาพจิตนี้ทำงานร่วมกับประชาชน ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิต สำหรับกรรมการส่วนใหญ่ของสมาคมนี้เป็นครู อาจารย์ นักศึกษา และผู้มีอาชีพอื่น ๆ ร่วมด้วย และได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ กว้างขวาง มากขึ้น มีการออกวารสารให้ความรู้แก่ประชาชน มีการจัดตั้งศูนย์สุขภาพจิตเพื่อรับปรึกษาและแนะนำผู้มีทุกข์ที่โรงพยาบาล สงฆ์ โดยมีโครงการแนะนำครู-อาจารย์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตเด็กในโรงเรียน เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่มีปัญหา และป้องกันโรคจิตในเด็กนอกจากนี้ ยังมีบริการช่วยเหลือเด็กในแหล่งเสื่อมโทรม ป้องกันความเป็นอาชญากร และเด็กเกเร เช่น จัดกิจกรรมลูกเสือนอกโรงเรียน มีการอภิปรายปัญหาสำหรับประชาชนที่โรงพยาบาลสงฆ์เป็นประจำ และมีการอภิปรายปัญหาชีวิตที่อื่น ๆ ด้วย
        พ.ศ. 2504 จัดตั้งคลีนิคสุขวิทยาจิตที่อาคาร 9 ถนนราชดำเนิน นับเป็นคลีนิคสุขวิทยาจิตสาขาที่ 2 ที่ให้บริการสุขภาพจิต
       พ.ศ. 2506 จัดตั้งคลีนิคสุขวิทยาจิตที่โรงพยาบาลเด็ก ซึ่งเป็นคลีนิคสุขวิทยาจิต สาขาที่ 3 ที่ให้บริการสุขภาพจิต
พ.ศ. 2513 จัดสร้างคลีนิคสุขวิทยาจิต เพื่อเป็นศูนย์ใหญ่ที่ 75/1 ถนนพระราม 6 พญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักศึกษาของโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลต่อไปด้วย และปัจจุบันคลีนิคสุขวิทยาจิตทุกสาขาได้ยุบรวมเป็นศูนย์สุขวิทยาจิตโดยมี แพทย์หญิงคุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา เป็นผู้อำนวยการศูนย์สุขวิทยาจิต และยังเปิดบริการหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ อีกด้วย สำหรับวัตถุประสงค์ของศูนย์สุขวิทยาจิต นั้นเพื่อตรวจรักษาเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต มิให้มีอาการเรื้อรัง เพื่อป้องกันและส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชน มิให้กลายเป็นโรคจิต โรคประสาท เพื่อเป็นศูนย์กลางการสอนนักศึกษา แพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ทางจิตเวช พยาบาล ครู ในเรื่องปัญหาทางจิตใจของเด็ก เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านสุขภาพ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น